โลกของแมลง

 

 โลกของแมลง

ความเป็นมาและการดำรงชีวิตของแมลงhttp://youtu.be/wKEv-2HzXdQ
เมื่อประมาณ 300 ล้านปีมาแล้ว  โลกเริ่มมีป่าไม้และหนองน้ำใหญ่บนแผ่นดิน ระยะนี้เองที่ได้เกิดมีแมลงขึ้นบนโลก  แมลงชนิดแรกได้แก่ แมลงปอและแมลงสาบ แมลงในสมัยนั้นมีขนาดใหญ่จนอาจเรียกได้ว่า “แมลงปอยักษ์” เพราะมีความยาววัดจากปลายปีกถึง 20 เซนติเมตร  ส่วนแมลงสาบก็อาจถือได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของแมลงสาบปัจจุบัน  เพราะมีรูปร่างและนิสัยเหมือนกันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เนื่องจากแมลงเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  เนื้ออ่อนนุ่มนิ่ม ปีกบางใส ฟอสซิลของแมลงโบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญจึงได้หายากยิ่ง  หลักฐานเกี่ยวกับแมลงโบราณที่พอจะหาได้ คือ ซากของแมลงในก้อนอำพันซึ่งมีอายุ  60 ล้านปี 

      

     คำว่า แมลง  หมายถึง  สัตว์ที่มีขา 3 คู่  มีหนวด  ลำตัวแบ่งออกได้    3  ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว,ส่วนอก และส่วนท้อง     ในขณะที่แมงจะหมายถึง  สัตว์ที่มีขา 4 คู่ ไม่มีหนวด    ลำตัวแบ่งออกเป็น  2    ส่วน ได้แก่  ส่วนหัวและส่วนท้อง จากสภาพแวดล้อมและการขัดเกลาทางสังคมที่เป็นตัวหล่อหลอมชีวิต  ความคิด  ความเข้าใจ ทัศนคติ    รวมถึงมโนทัศน์ของชาวบ้าน    ทำให้คำว่า  “ แมลง”    ของชาวบ้านแตกต่างไปจากการจัดแบ่งสัตว์ตระกูลแมลงตามแนวของนักอนุกรมวิธานและนักกีฏวิทยา    การกำหนดว่าสัตว์ชนิดใดเป็นแมลงนั้น    ชาวบ้านสังเกตจากสิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์ในการแบ่ง  ได้แก่
1. ลักษณะทางกายภาพ สัตว์ที่ชาวบ้านถือว่าเป็นแมลงจะพิจารณาจากลักษณะทางกายภาพเป็นสำคัญ คือ แมลงต้องมีขนาดเล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยมีคำจำกัดความว่าต้องไม่ใหญ่เกินนกมีขามากกว่านก คือ มีขาตั้งแต่ 6 ขาขึ้นไป และต้องเป็นสัตว์ที่รับความรู้สึกทางหนวดซึ่งมีไว้รับความรู้สึกเกี่ยวกับอันตรายต่างๆ  รอบๆ ตัว
2. ลักษณะการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวเป็นสิ่งหนึ่งที่กำหนดว่าสิ่งมีชีวิตแบบใดถูกจัดให้เป็นแมลง การเคลื่อนไหวของแมลงในทัศนะของชาวบ้านแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
2.1 ใช้ขาในการเคลื่อนไหว สัตว์ประเภทแมลงต้องใช้ขาในการเดินหรือไต่ไปตามที่ต่างๆ บางประเภทเดินเร็ว บางประเภทเดินช้า ลักษณะพิเศษ คือ การไต่หรือเดินของแมลงนี้สามารถทำได้ในพื้นที่ทุกลักษณะ ทุกระนาบ มีการเกาะติดเพราะมีเล็บขาที่แข็งแรง
2.2 ใช้ปีกในการเคลื่อนไหว สัตว์ประเภทแมลงบางชนิดใช้ปีกในการเคลื่อนไหว  ปีกนั้นต้องไม่ใหญ่จนเกินไป ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  ที่มีปีกหนา นุ่ม มีขน แต่ปีกแมลงไม่มีขน และแมลงจะบินได้เป็นครั้งคราว กล่าวคือ บินได้ไม่นานก็ต้องหยุดพัก ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปีกเล็ก แมลงก็สามารถเคลื่อนที่ได้ไวและหลบหนีการไล่ล่าได้เร็วกว่าสัตว์ปีกประเภทอื่นๆ
3. ลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งที่อยู่อาศัยก็เป็นเกณฑ์หนึ่ง  ที่แสดงให้เห็นว่า สัตว์ประเภทใดอยู่ในจำพวกแมลง ในมโนทัศน์ของชาวบ้านแมลงสามารถอยู่อาศัยได้ทั้งบนบกบนฟ้า และในน้ำ
3.1 บนบก ชาวบ้านมีความเข้าใจว่าสัตว์ตัวเล็กๆ  ที่อาศัยอยู่บนบกและชอบขุดรูอาศัยอยู่ใต้ดินนั้นส่วนใหญ่เป็นแมลง  ซึ่งเป็นการขุดอยู่เพียงชั่วคราว โดยขึ้นอยู่กับฤดูกาล และความยาวนานของการฟักไข่  หรือในบางครั้งก็ขึ้นมาอยู่บนบกตอนกลางวัน และขุดรูอาศัยอยู่ตอนกลางคืน  อีกพวกหนึ่งได้แก่ สัตว์ตัวเล็กๆ ที่อยู่
บนบกและชอบเกาะตามกิ่งไม้ก็ถือเป็นแมลงอีกเช่นกัน ชาวบ้านมีความคิดว่าแมลงบนบกต้องอยู่ในแหล่งดังกล่าวเท่านั้น  คือ ขุดรูอาศัยอยู่ในดินกับเกาะตามกิ่งไม้ นอกเหนือจากนี้ไม่จัดว่าเป็นแมลง ตัวอย่างเช่น แมลงป่อง ชาวบ้านไม่ถือว่าเป็นแมลงเพราะแหล่งที่อยู่อาศัยไม่ได้อยู่ในดินและตามกิ่งไม้ ชาวบ้านจะเรียกว่า “ตัวงอด” ซึ่งไม่ได้เป็นแมลงในมโนทัศน์ของชาวบ้าน
3.2 ในน้ำ แมลงบางประเภทก็เป็นสัตว์อีกจำพวกหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำนอกเหนือจากปู ปลา  กุ้ง  หอย  สัตว์อื่นๆที่เป็นสัตว์เล็กและมีจำนวนมากๆ ถือว่าเป็นแมลง
  3.3 บนฟ้า สัตว์ที่บินได้และมีขนาดลำตัวที่เล็ก ไม่มีขน ถือว่าเป็นแมลง

4. ลักษณะการขยายพันธุ์ แมลงเป็นสัตว์ที่มีการขยายพันธุ์คราวละมากๆเป็นร้อยเป็นพันตัว  ในขณะที่สัตว์ประเภทอื่นไม่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ การขยายพันธุ์แมลงต้องมีการวางไข่ ฟักเป็นตัวอ่อน(ชาวบ้านเรียกว่าลูกขี้) และมีการฟักตัวเป็นดักแด้(ชาวบ้านเรียกว่าลูกนาง) และเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย(ชาวบ้านเรียกว่าตัวแก่) ลักษณะวงจรชีวิตดังกล่าวทำให้แมลงแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่นๆ
ทั้งนี้  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี พ.ศ.2542 ให้นิยามของ“แมง”  หมายถึง ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่มีร่างกาย  แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกัน และมีส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา 8 หรือ 10 ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก เช่น แมงมุม แมงดาทะเล  แมงป่อง
ส่วน “แมลง” นิยามว่าหมายถึง ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แบ่งออกเป็น
3 ส่วน เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง มี 6 ขา เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังพวกเดียว
ที่มีปีก ซึ่งอาจมี 1 หรือ 2 คู่ แต่อาจพบพวกที่ไม่มีปีกก็ได้  เป็นสัตว์ที่มีมากชนิดที่สุดในโลก ซึ่งทั้ง 2 คำนี้มักมีการนำไปใช้สับกันอยู่เสมอๆ
ขณะที่ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์และอุทยานแมลง 60 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ลงไปว่า แมลง คือสัตว์ในไฟลัมอาร์โทโพดา ในคลาสอินเซ็คตา ต่างจากสัตว์บางตัวที่เรียกภาษาไทยว่า “แมง” ซึ่งจัดอยู่ในคลาสอะแรชนิด
ความแตกต่างของแมลงกับแมง
ลักษณะของ “แมลง” Insects 
-ลำตัว ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง
-ขา มีขา 6 ขา -ปีก มีปีก 1-2 คู่ บางชนิดไม่มีปีก
-หนวด มีหนวด 1 คู่ ไม่มีหนวด
-ตา มีตารวมขนาดใหญ่ 2 ตา ต.ย. เช่น ด้วง ต่อ แตน ผึ้ง มด ผีเสื้อ แมลงวัน แมลงปอ แมลงสาบ มวน จิ้งหรีด ตั๊กแตน ปลวก ฯลฯ 

ลักษณะของ “แมง” Arachnids
-ลำตัว ลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รวม ส่วนหัว (หัวและอกรวมเป็นส่วนเดียวกัน) และส่วนท้องมีขา
-ขา สำหรับใช้เดิน 8 ขา (บางชนิดมีมากกว่า 8 ซึ่งใช้จับอาหารเข้าปาก)
-ปีก ไม่มีปีก
-หนวด ไม่มีหนวด
-ตา ไม่มีตารวม เช่น แมงป่อง แมงมุม ไร เห็บ  

วงจรชีวิตของแมลง
วงจรชีวิตของแมลง  หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของแมลง ตั้งแต่ระยะแรกถึงระยะสุดท้าย  โดยจะแบ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง 2 แบบ คือ การเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่ไม่สมบูรณ์ จะทำให้เกิดการขยายพันธุ์ ให้แมลงยังคงอยู่ตลอดไป
1. การเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ มีการเปลี่ยนแปลง 4 แบบ คือ  ไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ทั้งสี่แบบนี้ จะมีรูปร่างไม่เหมือนกัน  ตัวอ่อนจะแตกต่างจากพ่อแม่มาก ตัวอ่อนจะกินอาหารแตกต่างจากพ่อแม่  และลอกคราบหลายครั้ง เมื่อเจริญเต็มที่ก็จะหยุดกินอาหาร และเปลี่ยนรูปเป็นดักแด้  ในระยะนี้ แมลงบางชนิดจะปั่นไยไหมห่อหุ้มตัวเอง บางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะบริเวณผิวหนัง โดยที่ผิวหนังที่เคยนิ่ม กลายเป็นปลอกแข็งหุ้มตัว ในระหว่างที่มันหยุดนิ่งเฉยนี้จะมีการเปลี่ยนรูปร่างลักษณะไปเป็นแมลงที่สมบูรณ์เต็มที่ เมื่อการเจริญครบกำหนดเวลาแมลงภายในใยไหมหรือปลอกดักแด้ก็จะเจาะออกมาเป็นแมลงที่โตเต็มที่  แมลงส่วนใหญ่จะเจริญเติบโตโดยการเปลี่ยนรูปร่างแบบสมบูรณ์ เช่น ผีเสื้อกลางวัน ผีเสื้อกลางคืน แมลงช้าง แมลงวัน เป็นต้น
2. การเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบไม่สมบูรณ เมื่อไข่ฟักออกมาแล้วจะกลายเป็นตัวอ่อนที่มีรูปร่างใกล้เคียงพ่อแม่  แต่ไม่มีปีก และมักจะมีนิสัยตลอดจนที่อยู่อาศัยต่างจากพ่อแม่ด้วย  พวกแมลงโบราณ ซึ่งเป็นแมลงชนิดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากต้นตระกูลซึ่งเกิดขึ้นในโลก  เมื่อหลายร้อยล้านปี ไข่ของแมลงดังกล่าวนี้เมื่อฟักออกมาแล้ว  จะกลายเป็นตัวอ่อนที่มีรูปร่างเหมือนพ่อแม่ ผิดแต่มีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น  ตัวอย่างของแมลงพวกนี้ได้แก่ ตัวสามง่าม 

วงจรชีวิตของแมลงวงจรชีวิตของยุ่ง
ยุงมีวงจรชีวิตแบบสมบูรณ์ (holometabolous) ซึ่งประกอบด้วย ไข่ ลูกน้ำ ตัวโม่ง และยุงตัวแก่  การเกิดของยุงจะแบ่งเป็น 4 ขั้น

1. ช่วงเป็นไข่ ซึ่งยุงจะไข่ในน้ำ
2. 
ช่วงเป็นลูกน้ำตัวยาว (Larva) จะกินสารอินทรีย์ แบคทีเรีย แพลงตอนในน้ำเป็นอาหาร 
3. ช่วงเป็นลูกน้ำตัวกลม หรือลูกโม่ง (Pupa) คือตัวอ่อนของยุงที่พร้อมจะเป็นยุงแล้ว จะไม่กินอาหาร 
4. ช่วงที่เป็นยุง (ตัวแมลง)

          ยุงเมื่อลอกคราบออกจากระยะตัวโม่งได้ไม่กี่นาทีก็สามารถออกบินได้เลย อาหารที่ใช้ในระยะนี้ของทั้งตัวผู้และตัวเมียเป็นน้ำหวานจากดอกไม้  หรือต้นไม้ การผสมพันธุ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอากาศ บางชนิดการผสมพันธุ์เกิดขึ้นในขณะที่ยุงตัวผู้มีการบินวนเป็นกลุ่ม (swarming) โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำและใกล้รุ่ง ตามพุ่มไม้ บนศีรษะ ทุ่งโล่ง หรือบริเวณใกล้กับเหยื่อ เป็นต้น และตัวเมียจะบินเข้าไปเพื่อผสมพันธุ์ ยุงตัวเมียส่วนใหญ่ผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวโดยที่เชื้ออสุจิจากตัวผู้จะถูกกักเก็บในถุงเก็บน้ำเชื้อ ซึ่งสามารถใช้ไปได้ตลอดชีวิตของมัน ส่วนยุงตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง ยุงตัวเมียที่จับได้ตามธรรมชาติมักมีเชื้ออสุจิอยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อเสมอ
ยุงตัวเมียเมื่อมีอายุได้ 2-3 วันจึงเริ่มออกหากินเลือดคนหรือสัตว์ เพื่อนำเอาโปรตีนและแร่ธาตุไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตของไข่ในรังไข่ แต่มียุงบางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องกินเลือดก็สามารถสร้างไข่ในรังไข่ได้ เช่น ยุงยักษ์ เลือดที่กินเข้าไปถูกย่อยหมดไปในเวลา 2-4 วัน แต่ถ้าอากาศเย็นลงการย่อยจะใช้เวลานานออกไป
เมื่อไข่สุกเต็มที่ยุงตัวเมียจะหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมในการวางไข่ หลังจากวางไข่แล้วยุงตัวเมียก็ออกดูดเลือดใหม่และวางไข่ได้อีก บางชนิดที่มีอายุยืนมากอาจไข่ได้ร่วม 10 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 4-5 วัน แต่อาจเร็วกว่าหรือนานกว่า ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและชนิดของยุง ส่วนยุงตัวผู้ตลอดอายุขัยจะกินอาหารจากแหล่งน้ำหวานของดอกไม้หรือพืชที่ผลิตน้ำตาลในธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับยุงบางชนิดที่ตัวเมียไม่กัดดูดเลือดคนหรือสัตว์เลย
ยุงตัวเมียวางไข่ประมาณ 30-300 ฟองต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของยุงและปริมาณเลือดที่กินเข้าไป ไข่จะมีสีขาวหรือครีมเมื่อออกมาใหม่ ๆ และในเวลาไม่กี่นาทีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำไปจนถึงสีดำ ไข่ยุงมีรูปร่างลักษณะหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิด ยุงลายวางไข่บนวัตถุชื้น ๆ เหนือผิวน้ำ ยุงรำคาญวางไข่ติดกันเป็นแพบนผิวน้ำ ยุงก้นปล่องวางไข่บนผิวน้ำ ส่วนยุงเสือวางไข่ติดกันเป็นกลุ่มใต้ผิวน้ำติดกับพืชน้ำที่ลอยอยู่ ไข่ยุงส่วนใหญ่ทนต่อความแห้งแล้งไม่ได้ยกเว้นไข่ของยุงลายซึ่งสามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้นานหลายเดือน ในเขตร้อนชื้นไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 2-3 วัน
ลูกน้ำของยุงเป็นระยะที่มีความแตกต่างจากตัวอ่อนของแมลงชนิดอื่น มีลักษณะส่วนอกกว้างใหญ่กว่าส่วนหัวและส่วนท้อง เมื่อออกมาจากไข่ใหม่ ๆ จะมีขนาดเล็กมากและค่อยๆ โตขึ้น มีการลอกคราบ 4 ครั้ง ก่อนที่จะเป็นตัวโม่ง ลูกน้ำต้องอาศัยอยู่ในน้ำตลอดระยะที่ดำรงชีวิต มีบางชนิดที่ปรับสภาพพัฒนาตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น สามารถอยู่ได้ในสภาพที่เป็นโคลนเปียก หรือในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำหรือสูง ลูกน้ำของยุงชนิดต่าง ๆ หายใจจากผิวน้ำโดยผ่านท่อหายใจ

One response to “โลกของแมลง

  1. เยี่ยมมาก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s